ริ้วรอยก่อนวัย ป้องกันอย่างไรให้มาช้า

ริ้วรอยบนใบหน้า โดยเฉพาะ “ตีนกา”ที่เกิดบริเวณหางตา เป็นปัญหาใหญ่เรื่องหนึ่งของผู้หญิงที่ไม่อยากเจอ หรือ ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ให้เกิดช้าที่สุด โดยถ้าเราจะชะลอหรือป้องกันการเกิดริ้วรอยอย่างเห็นผล ต้องมีพื้นฐานความรู้ที่จะนำหลักการไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้อย่างถูก ต้องและเข้าใจ อีกทั้งยังต้องทำอย่างต่อเนื่อง-ยิ่งเป็นปกตินิสัยได้ก็ยิ่งเกิดผลชัดเจนและ มีความยั่งยืน ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกันว่าริ้วรอยมีกี่ประเภท เพื่อจะช่วยในการประเมินปัจจัยต่างๆ ที่เป็นต้นเหตุที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน อันจะส่งผลให้วิเคราะห์หาแนวทางแก้ไข-ป้องกันได้ตรงจุดมากขึ้น จากสาเหตุการเกิดจึงแบ่งริ้วรอยบนใบหน้าเป็นกลุ่มได้ 5 ประเภทดังนี้

  1. ริ้วรอยที่เกิดจากกาลเวลา (Old Wrinkles) จะเกิดขึ้นแน่ๆ เมื่อเรามีอายุมากขึ้นโดยเฉพาะวัยสูงอายุตั้งแต่ 50 ปีเป็นต้นไป ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่สามารถชะลอการเกิดได้ด้วยการกินอาหารมีประโยชน์ ทำอารมณ์-จิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียด และ การใช้ครีมชะลอริ้วรอย
  2. ริ้วรอยที่เกิดจากการถูกแสงแดดเป็นประจำ (Sun-dried Wrinkles) แสงแดงมีอำนาจทำลายเซลล์ถึงชั้นใต้ผิวหนัง ทำให้คอลลาเจน อีลาสติน และ ไฟเบอร์เสื่อมสภาพลง ริ้วรอยประเภทนี้สามารถเริ่มเห็นตั้งแต่ย่างเข้าวัย 20 ปี โดยหากปล่อยไว้จนเข้าวัย 30 ปี ผิวจะเป็น>กระ >ฝ้า หรือ จุดด่างดำ และ เมื่อเข้า 40 ปี ริ้วรอยจะลงลึก วิธีหนึ่งที่จะชะลอการเกิดริ้วรอย ก็ด้วยการทาครีมป้องกันแสงแดดเป็นประจำ ก่อนออกแดดทุกครั้ง และรับประทานผัก-ผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ
  3. ริ้วรอยที่เกิดจากการนอนทับ (Sleep Lines) พบว่า การนอนตะแคง หรือ นอนทับด้านใดด้านหนึ่ง หรือ แม้แต่การนอนคว่ำหน้าเป็นเวลานานๆ สามารถทำให้เกิดริ้วรอยขึ้นได้ จึงควรนอนหงาย หรือ ไม่นอนตะแคงด้านใดด้านหนึ่งเป็นเวลานานเกินไป อาจใช้ครีมบำรุงกลางคืนก่อนนอน
  4. ริ้วรอยที่เกิดจากใบหน้าที่แสดงอารมณ์เคลื่อนไหวอยู่บ่อยๆ (Expression Lines) เช่น ขมวดคิ้ว หัวเราะ อ้าปาก ยิ้ม เป็นต้น สามารถพบเห็นริ้วรอยชนิดนี้ได้ตั้งแต่อายุ 20 ปี และเริ่มมีรอยลึกขึ้นในช่วงอายุ 30-40 ปี ซึ่งสามารถชะลอริ้วรอยประเภทนี้ได้ด้วยการนวดหน้า เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ-ลดอาการตึงเครียด รวมทั้งการใช้ครีมบำรุง
  5. ริ้วรอยที่มีสาเหตุจากแรงโน้มถ่วงเป็นสำคัญ (Gravity-Prone Grooves) จะเกิดตอนอายุประมาณ 30 ปีขึ้นไป โดยจะพบที่บริเวณหนังตาและมุมปาก พออายุย่างเข้า 40 ปี จะพบริ้วรอยนี้บริเวณร่องแก้ม และ เมื่อเข้าวัย 50 ปี มีอาการหย่อนคล้อยไปถึงบริเวณคางและขากรรไกร แม้จะไม่สามารถลบริ้วรอยประเภทนี้ได้ แต่สามารถชะลอได้โดยการนวดหน้า การบริหารใบหน้า การจะใข้ครีมชะลอริ้วรอยร่วมด้วยต้องใช้อย่างถูกวิธี คือ ต้องเกลี่ยไล่ครีมขึ้นด้านบน เพื่อให้ใบหน้ากระชับ จะไม่เกลี่ยลง เพราะ จะทำให้หน้าย่น เกิดริ้วรอยขึ้นได้

จะเห็นว่าริ้วรอยบนใบหน้าเกิดขึ้นได้จากปัจจัยทั้งภายนอกและภายในหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น แสงแดด มลภาวะ สภาพแวดล้อม ความเครียด สภาพผิวพรรณ อาหารการกิน การพักผ่อนไม่เพียงพอ ฯลฯ ถ้ามาลองดูลึกลงไป การเกิดริ้วรอยบนใบหน้าอยู่บนหลักการ 2 ข้อคือ

  1. การขาดหายไปของเส้นใยคอลลาเจน ซึ่งเป็นองค์ประกอบให้ผิวแข็งแรงเต่งตึง แต่คอลลาเจนถูกทำลายได้โดยแสงแดด มลภาวะแวดล้อม และ การดูแลผิวพรรณไม่ถูกวิธี ส่งผลให้โครงสร้างของเนื้อเยื่ออ่อนแอลง ผิวบางลง ขาดความยืดหยุ่น และ เริ่มหย่อนคล้อยตามแรงโน้มถ่วงของโลก รวมทั้งจากการแสดงสีหน้า หรือ แม้ขณะที่อยู่เฉยๆ
  2. การหดเกร็งตัวของกล้ามเนื้อบนใบหน้าของคนเรานั้นมีกล้ามเนื้อ มัดเล็กๆ ที่มีหน้าที่หดตัวเพื่อแสดงอารมณ์และความรู้สึกต่างๆ เช่น การขมวดหรือยักคิ้วเมื่อเครียดหรือแปลกใจ การใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำๆ จะทำให้ผิวหนังที่อยู่เหนือกล้ามเนื้อนั้นเกิดรอยย่น ลักษณะริ้วรอยชนิดนี้พบบ่อยที่ใบหน้าส่วนบน เช่น รอยย่นบริเวณหน้าผาก ระหว่างคิ้ว หรือ รอยย่นที่หางตา”รอยตีนกา”เวลายิ้ม

หลักการดูแลผิวหน้าง่ายๆ ที่สามารถสลายริ้วรอยบนหน้า ก็โดยการควบคุมปัจจัยที่เป็นต้นเหตุแห่งริ้วรอยทั้งจากภายในและภายนอก โดยเริ่มจากการดูแลเอาใจใส่ผิวพรรณจากภายในสู่ภายนอก ซึ่งหนีไม่พ้นเรื่องอาหารการกินที่มีสารอาหารนำไปเสริมสร้างคอลลาเจน รวมทั้งสารอาหารอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อเซลล์ผิวหนัง ช่วยให้มีความชุ่มชื้น ช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่ชำรุด และ กำจัดเซลล์ที่ตายแล้ว สารอาหารที่พบว่าเป็นอาหารที่ช่วยชะลอความร่วงโรยของผิวพรรณ มีตัวอย่างดังต่อไปนี้

  1. วิตามินอี (Vitamin E)  เป็นที่ทราบกันว่า เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยป้องกันเยื่อบุเซลล์ (Cell membrane) ของเซลล์ทุกชนิดในร่างกายรวมทั้งเซลล์ผิวหนัง จากการถูกทำลายโดยสารอนุมูลอิสระ (Free-radicals)
  2. วิตามินซี (Vitamin C)  เป็นที่ยอมรับว่า เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี โดยเฉพาะเมื่อผสมกับสารซิตรัส ไบโอฟลาโวนอยด์ ที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมของวิตามินซี การรับประทานเป็นประจำ จะช่วยลดริ้วรอย และ ชะลอการเหี่ยวย่นของผิวได้ เนื่องจากช่วยสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน
  3. เบต้าแคโรทีน (Beta Carotene) เป็นสารตั้งต้นในการสร้างวิตามินเอ ที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเสื่อมของเซลล์ผิวหนังและเซลล์อื่นๆ ในร่างกาย หากขาดวิตามินเอ อาจทำให้เกิดภาวะผิวหนังแห้ง แตก หรือ รูขุมขนนูนแข็งขึ้นได้
  4. น้ำมันดอกอิฟนิ่งพริมโรส (Evening Primrose Oil) เป็นกรดไขมันจำเป็นในกลุ่ม Omega-6 ช่วยให้ผิวหนังสามารถโอบอุ้มน้ำได้ดีขึ้น และผิวพรรณดูอ่อนเยาว์ มีงานวิจัยล่าสุดตีพิมพ์ใน The International Journal of Cosmetic Science ว่า การรับประทานน้ำมันอิฟนิ่งพริมโรสเม็ดละ 500 มก. จำนวน 6 เม็ด ทุกวัน สามารถช่วยหยุดการร่วงโรยของผิวได้ใน 3 เดือน
  5. ปลาชาวตะวันตกจะแนะนำให้รับประทานปลาแซลมอน ซึ่งเป็นอาหารที่ดีของผิว มีทั้งโปรตีน วิตามิน และ โอเมก้าซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น ยืดหยุ่น ดูอ่อนเยาว์ และ ช่วยลดริ้วรอย ส่วนคนไทยอาจจะหันมารับประทานปลาไทยๆ เช่น ปลาสวาย ฯลฯ ที่มีราคาไม่แพง แต่อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 ไม่แพ้ปลาชนิดไหนในโลก
  6. ถั่วเหลือง มีผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ใน The European Journal of Nutrition พบว่า ถั่วเหลืองอาจจะช่วยปกป้องหรือเยียวยาผิวที่ถูกแสงแดดทำร้ายได้ โดยรับประทานอาหารเสริมที่มีส่วนประกอบเป็นถั่วเหลือง โปรตีนจากปลา สารสกัดจากชาขาว เมล็ดองุ่น มะเขือเทศ และ วิตามินต่างๆ จะช่วยให้โครงสร้างของผิวดีขึ้นภายใน 6 เดือน
  7. โกโก้ น่าจะเลิอกดื่มแทนกาแฟ เพราะ มีผลการศึกษาตีพิมพ์ใน The Journal of Nutrition 2006 พบว่า โกโก้มีสารประกอบเฟลโวนอล (Flavonol)ชนิด คือ เอพิคาเตซินและคาเตซิน ที่ช่วยปกป้องผิวจากการทำร้ายของแสงแดด ทำให้การหมุนเวียนเลือดเข้าสู่เซลล์ผิวหนังเร็วขึ้นช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวเนียนนุ่มยิ่งขึ้น
  8. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน เพื่อคงความชุ่มชื้นของผิวไว้ ลดและชะลอการเกิดริ้วรอยได้อีกทางหนึ่ง

การดูแลเรื่องอาหารการกินเท่านั้นไม่เพียงพอที่จะให้เห็นผลลดริ้วรอยอย่าง เป็นรูปธรรม ยังมีอีก 2 ปัจจัยที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน คือ ปัจจัยด้านจิตใจและปัจจัยจากภายนอก ต้องติดตามต่อในฉบับหน้านะคะ